Iran Holocaust

วารสาร · TH · · 10 min read

นิลูฟาร์ ฮาเมดี และ เอลาเฮ โมฮัมมาดี: สองนักข่าวผู้กล้าหาญในเอวิน

เรื่องราวของนิลูฟาร์ ฮาเมดี และเอลาเฮ โมฮัมมาดี สองนักข่าวผู้เผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี และถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่ยุติธรรมในเรือนจำเอวิน สะท้อนการปราบปรามสื่อในอิหร่าน.

Wikimedia Commons

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว: การเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี

Elaheh Mohammadi
The two journalists were targeted for reporting on Mahsa Amini.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 มาห์ซา อามินี หญิงสาววัย 22 ปี เสียชีวิตอย่างน่าสงสัยหลังจากถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมในกรุงเตหะราน ข้อหาไม่สวมฮิญาบตามกฎอย่างเหมาะสม เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงที่รุนแรงและยาวนานทั่วประเทศอิหร่าน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ 'ขบวนการผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ' (Woman, Life, Freedom movement) นิลูฟาร์ ฮาเมดี นักข่าวสืบสวนจากหนังสือพิมพ์ Shargh Daily และเอลาเฮ โมฮัมมาดี นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ Hammihan ต่างเป็นผู้สื่อข่าวแนวหน้าในการรายงานข่าวการเสียชีวิตอันน่าเศร้าและผลกระทบของเหตุการณ์ดังกล่าว

ฮาเมดีเป็นหนึ่งในนักข่าวกลุ่มแรกๆ ที่รายงานเรื่องของมาห์ซาจากโรงพยาบาล Kasra ที่ซึ่งมาห์ซาเสียชีวิต เธอถ่ายภาพครอบครัวของมาห์ซาที่กำลังโศกเศร้า และเผยแพร่ข่าวออกไป ทำให้สาธารณชนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น โมฮัมมาดีเดินทางไปยังบ้านเกิดของมาห์ซาในเมือง Saqqez ทางตะวันตกของอิหร่าน เพื่อรายงานพิธีศพของเธอ เธอได้บันทึกภาพบรรยากาศความโกรธแค้นและความสิ้นหวังของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งต่อมากลายเป็นภาพและข่าวที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก การรายงานข่าวอย่างกล้าหาญของทั้งสองคนถือเป็นบทบาทสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของมาห์ซา อามินี เป็นที่รับรู้และจุดประกายการประท้วงครั้งใหญ่

การควบคุมตัวและการจับกุม

เพียงไม่กี่วันหลังจากการรายงานข่าวที่สำคัญนี้ ทั้งนิลูฟาร์ ฮาเมดี และเอลาเฮ โมฮัมมาดี ก็ถูกทางการอิหร่านจับกุมตัว นิลูฟาร์ ฮาเมดี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565 โดยหน่วยงานความมั่นคงบุกเข้าตรวจค้นที่บ้านของเธอในกรุงเตหะราน และยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไป ขณะที่เอลาเฮ โมฮัมมาดี ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 หลังจากถูกเรียกตัวไปสอบปากคำที่ศาลปฏิวัติอิสลามในกรุงเตหะราน ทั้งสองคนถูกคุมขังในเรือนจำเอวิน ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีชื่อเสียงเรื่องการกักขังนักโทษการเมืองในอิหร่าน

การจับกุมตัวนักข่าวทั้งสองคนเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลอิหร่านพยายามอย่างยิ่งที่จะปราบปรามการประท้วงที่ขยายวงกว้างออกไป โดยใช้วิธีการควบคุมสื่อและปิดกั้นข้อมูล ขีดจำกัดในการรายงานข่าวมีมากขึ้น การจับกุมของฮาเมดีและโมฮัมมาดีจึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการจะไม่ยอมให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ แม้ว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง เช่น Amnesty International และ Human Rights Watch จะออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักข่าวทั้งสองคน แต่พวกเขาก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ โดยไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการในระยะแรก

คำตัดสินและการตอบสนองระหว่างประเทศ

Evin Prison
Their imprisonment placed press freedom inside Iran’s most notorious prison system.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2566 ศาลปฏิวัติอิสลามได้ตัดสินลงโทษ นิลูฟาร์ ฮาเมดี และ เอลาเฮ โมฮัมมาดี ในความผิดฐาน 'สมคบคิดกับศัตรูของสาธารณรัฐอิสลาม' ฮาเมดีถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ส่วนโมฮัมมาดีถูกตัดสินจำคุก 6 ปี ทั้งสองคนยังถูกสั่งห้ามทำข่าวและห้ามเดินทางเป็นเวลา 2 ปี ศาลอ้างถึงเรื่องราวที่ทั้งสองรายงาน เกี่ยวกับการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี และการประท้วงที่ตามมา ว่าเป็นหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

คำตัดสินนี้ถูกประณามอย่างกว้างขวางจากองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก Amnesty International ออกแถลงการณ์ระบุว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็น 'การล้อเลียนความยุติธรรมอย่างโจ่งแจ้ง' และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทั้งสองคนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข สหประชาชาติ และองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อในอิหร่านและการปราบปรามนักข่าวที่พยายามรายงานความจริง กรณีของฮาเมดีและโมฮัมมาดียังเป็นการตอกย้ำถึงสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและอันตรายสำหรับนักข่าวอิสระในอิหร่าน

ชีวิตในเรือนจำเอวิน

ในช่วงเวลาที่ถูกคุมขังในเรือนจำเอวิน ฮาเมดีและโมฮัมมาดีต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากและถูกจำกัดสิทธิ์อย่างมาก รายงานจากครอบครัวและทนายความของพวกเธอเผยให้เห็นว่านักโทษถูกปฏิเสธการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเพียงพอ และถูกจำกัดการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างหนัก แม้ว่าจะมีการประท้วงและเรียกร้องจากนานาชาติ แต่ทางการอิหร่านยังคงยืนยันที่จะคุมขังนักข่าวทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะใช้มาตรการรุนแรงเพื่อปราบปรามผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบ

ในเดือนมกราคม 2567 ทั้งฮาเมดีและโมฮัมมาดีได้รับการประกันตัวชั่วคราวหลังจากถูกคุมขังมาเป็นเวลานานกว่า 16 เดือน การปล่อยตัวชั่วคราวนี้ได้รับเสียงยกย่องจากองค์กรสิทธิมนุษยชน แต่ทนายความของพวกเขายืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และพวกเขายังคงต้องเผชิญกับบทลงโทษในอนาคต การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นช่วงเวลาที่ให้ความหวัง แต่ก็เตือนเราว่าชะตากรรมของพวกเขายังคงอยู่ในความไม่แน่นอนและถูกรังควานโดยระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมของอิหร่าน

ผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อในอิหร่าน

กรณีของนิลูฟาร์ ฮาเมดี และเอลาเฮ โมฮัมมาดี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสถานการณ์เสรีภาพสื่อที่ย่ำแย่ในอิหร่าน จากข้อมูลขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน อิหร่านติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีการคุมขังนักข่าวมากที่สุดในโลก การจับกุมและการตัดสินโทษที่รุนแรงต่อนักข่าวที่ทำงานอย่างมืออาชีพ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายไปยังสื่อมวลชนอื่นๆ ให้ระมัดระวังในการรายงานข่าวที่ละเอียดอ่อนหรือมีความเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการต่อต้านรัฐบาล

ผลกระทบระยะยาวของการปราบปรามนี้คือการสร้างความกลัวและการเซ็นเซอร์ตัวเองในหมู่นักข่าว ส่งผลให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกกรองและจำกัด เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยถูกบ่อนทำลายอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอิหร่านยังคงใช้มาตรการทางกฎหมายและอำนาจรัฐเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและผู้ที่พยายามเปิดโปงความจริง ทำให้การทำงานของนักข่าวอิสระเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งและท้าทายอย่างมาก

เสียงเรียกร้องจากทั่วโลก

แม้จะมีการกดขี่ แต่เสียงเรียกร้องความยุติธรรมสำหรับนิลูฟาร์ ฮาเมดี และเอลาเฮ โมฮัมมาดี ยังคงดังก้องไปทั่วโลก องค์กรสิทธิมนุษยชน สมาคมนักข่าว และรัฐบาลต่างๆ ยังคงประณามการกระทำของทางการอิหร่านและเรียกร้องให้ประกันตัวนักโทษการเมือง รวมถึงนักข่าวทั้งสองคนอย่างถาวร การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติระดับนานาชาติ เช่น PEN America’s Freedom to Write Award และ UN/UNESCO World Press Freedom Prize ในปี 2566 เป็นเครื่องยืนยันว่าการเสียสละของพวกเขามีความสำคัญและเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

รางวัลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เชิดชูความกล้าหาญของฮาเมดีและโมฮัมมาดี แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาคมโลกตระหนักถึงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อในอิหร่าน และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน องค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงติดตามสถานการณ์ของนักข่าวและนักโทษการเมืองในอิหร่านอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น หวังว่าแรงสนับสนุนจากนานาชาติเหล่านี้จะช่วยให้ฮาเมดี และโมฮัมมาดี รวมถึงนักข่าวคนอื่นๆ ในอิหร่าน ได้รับความยุติธรรมและสามารถกลับมาทำงานเพื่อเผยแพร่ความจริงได้อีกครั้ง

Sources

  1. Iran Human Rights: Niloofar Hamedi and Elaheh Mohammadi Sentenced
  2. Amnesty International: Iran: Release journalists Niloofar Hamedi and Elaheh Mohammadi after sham trial
  3. Reporters Without Borders (RSF): Iran – 2023 World Press Freedom Index
  4. BBC News: Iran: Two female journalists sentenced to jail over Mahsa Amini reporting
  5. Human Rights Watch: Iran: Two Journalists Jailed Over Mahsa Amini
  6. IranWire: Niloofar Hamedi and Elaheh Mohammadi Temporarily Released from Evin Prison
  7. PEN America: Niloofar Hamedi and Elaheh Mohammadi Receive PEN America’s 2023 Freedom to Write Award

← วารสาร